Kuttipong's profileแง่ว ๆ !PhotosBlogListsMore Tools Help

Kuttipong HensooK

Occupation
Location

แง่ว ๆ !

K@RN SD CU
Photo 1 of 155
February 23

สุดยอดคำถาม...ที่คุณ(จำเป็น) ต้องรู้

สุดยอดคำถาม...ที่คุณ(จำเป็น) ต้องรู้

กินหวานมากทำให้ผิวเหี่ยว จริงหรือ?

          จริง เมื่อร่างกายมีน้ำตาลอยู่ในกระแสเลือดมากเกินไป มันจะไปเกาะติดกับเส้นใยโปรตีนที่อยู่ระหว่างเซลล์ผิว ทำให้เกิดภาวะผิวเครียด นำไปสู่อาการแก่ก่อนวัย ผิวหยาบกร้าน และเหี่ยวย่นในที่สุด
 


คนผิวแห้งมีโอกาสเกิดริ้วรอยกว่าคนผิวมัน จริงหรือ?

          จริง เพราะคนผิวแห้งขาดซีบัม หรือสารไขมัน กลไกปกป้องตนเองของผิวหนังทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร คนผิวแห้งควรดูแลทาครีมบำรุงเพื่อความชุ่มชื่นแก่ผิว
 
 

เอาน้ำแข็งถูหน้า ก่อนนอนจะทำให้หายมันได้ จริงหรือ?

          ไม่จริง แก้ปัญหาหน้ามันให้ใช้น้ำเมือกว่านหางจระเข้ทาให้ทั่วใบหน้า ไม่ต้องล้างออก น้ำเมือกจะแห้งไปภายใน 5-10 นาที ทำก่อนนอน หน้าก็หายมัน
 

สวมเสื้อผ้าหนาๆ ให้เหงื่อออกเยอะทำให้ผอมเร็วจริงหรือ?

          ไม่จริง เหงื่อออกเยอะคือ ภาวะร่างกายโดนความร้อนแล้วระบายออกมา ไม่ใช่การเผาผลาญไขมัน พอเราดื่มน้ำเข้าไป น้ำหนักก็เท่าเดิม
 
 


การยืนเอาปลายนิ้วมือแตะปลายนิ้วเท้าจะทำให้ผิวหน้าดูสดใส จริงหรือ?
 

          จริง การยืนเอาปลายนิ้วมือแตะปลายนิ้วเท้า ก้มตัวต่ำๆ ค้างไว้นับ 1-30 แล้วค่อยๆ ยืนขึ้นจะทำให้โลหิตบริเวณหนังศีรษะ และใบหน้าหมุนเวียนดียิ่งขึ้น ส่งผลกระทบให้ผิวหน้าดูสดใส

 
 

การฝึกกลั้นหายใจ ชะลอหน้าแก่ก่อนวัยได้ จริงหรือ?

          จริง การหายใจออกทางปากอย่างช้าๆ จนสุดลม แล้วหายใจเข้าทางจมูกอย่างช้าๆ ให้เต็มปอด กลั้นไว้ระยะหนึ่ง แล้วจึงหายใจออกอย่างช้าๆ ทำแบบนี้วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 20 นาที จะช่วยชะลอผิวแก่ก่อนวัยและรอยคล้ำได้

 



การร้องไห้ช่วยลดความอ้วนได้ จริงหรือ?

          ไม่จริง หัวเราะต่างหากที่ช่วยเผาผลาญแคลอรีให้หมดไปได้ดีกว่าอยู่เฉยๆ ถึง 20% ถ้าได้หัวเราะวันละสัก 10-15 นาที จะช่วยเผาผลาญพลังงานมาก ถึง 50 แคลอรี


ใส่กระโปรงสั้นในห้องแอร์เป็นประจำ ทำให้ขาใหญ่จริงหรือ?

          จริง เพราะช่วงขาส่วนที่อยู่นอกกระโปรงจะเกิดการสะสมไขมันเป็นพิเศษให้เข้ากับสภาพอากาศ เมื่อผิวหนังเจอความหนาวเย็น ทำให้เกิดเซลลูไลท์
 

อันตรายขากนมวัวที่คุณคาดไม่ถึง

 
 
 
 
 
นายแพทย์บรรจบ นักธรรมชาติบำบัดของไทยเผยว่า...."ผม ก็เหมือนกับ แพทย์คนอื่น ๆ ที่ร่วมส่งเสริม ให้คนไทย กินเนื้อ นม ไข่ ตั้งแต่เมื่อ ๒๕ ปีที่แล้ว ที่ผมจบใหม่ ๆ นั่นเป็นสมัยที่ ประชาชนส่วนใหญ่ ขาดโปรตีน และแคลอรี แต่ทุกวันนี้ ปัญหาสุขภาพ คนไทย เปลี่ยนไป คนไทย ตายด้วยโรค หัวใจ- หลอดเลือด เป็นอันดับแรก ๓๐% ของประชากร เป็นโรคอ้วน ๕๐% ของประชากร มีไขมันเลือดสูง โรคเหล่านี้ มีสาเหตุจาก การกินล้นเกิน และกินผิดส่วน แม้แต่ปัญหาสุขภาพ ของเด็ก เด็กอายุต่ำกว่า ๖ ปี ในโรงเรียนเอกชน มีโคเลสเทอรอลสูง ๒๕% เด็กวัย ๖-๑๕ ปี มีโคเลสเทอรอลสูง ๗๐% เนื่องจากเด็กๆ ดื่มนม กินฟาสต์ฟู้ด แบบตะวันตกนั่นเอง

....."ในอีกด้านหนึ่ง เรากำลังเจอ มรสุมเศรษฐกิจ ทราบไหมว่า ทุกวันนี้ เราเสียเงินตรา ซื้อนม จากต่างประเทศ ปีละ นับหมื่นล้านบาท ถ้าเรา ละเลิก การดื่มนมได้ อาศัยอาหารพื้นบ้าน ที่ให้คุณค่า ได้พอๆ กัน ก็ช่วยชาติ ได้อีกทางหนึ่ง นี่คือประเด็นใหม่ ในวันนี้ ที่ทำให้ผม ต้องยกมือ เสนอความเห็นว่า คนไทยวันนี้ ไม่จำเป็นต้องดื่ม นม (วัว)

....."ประเด็นแรก ที่คนไทย ไม่ควรดื่มนม คือ นม เพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคอ้วน ไขมันสูง โรคหัวใจหลอดเลือด ประเด็นนี้ ใช้สามัญสำนึก ตรองดู ก็รู้ นมวัว มาจากสัตว์ จึงมีโคเลสเทอรอล และกรดไขมันอิ่มตัว เพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคอ้วน ไขมันเลือดสูง โรคหัวใจหลอดเลือด งานวิจัยของ มูลนิธิ อุตสาหกรรมนม สหรัฐฯ ก็ยืนยันเรื่องนี้

....."ประเด็นที่ ๒ นม เพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคภูมิแพ้ ลำไส้ใหญ่อักเสบ ท้องเสียเรื้อรัง ไซนัสอักเสบ หอบหืด
....."นม เพิ่มความเสี่ยงต่อ กลุ่มโรคภูมิแพ้ เรื่องนี้ ยืนยันด้วย งานวิจัยมากมาย กลไกของการแพ้ เป็นได้หลายสาเหตุ เช่นแพ้แล็กโตสในนม ซึ่งคนเอเชีย ๘๐% ไม่มีน้ำย่อยตัวนี้ แพ้แบบนี้ จะแสดงด้วย อาการท้องเสีย แต่มักเป็นอยู่ไม่นาน ร่างกาย จะสร้างเอมไซม์ ออกมาเอง

....."แต่แพ้อีกกรณีหนึ่ง คือแพ้เคซีน และ Beta lactoglobulin ในนม ซึ่งจะเกิด อาการแพ้ มากน้อย ตามแต่ละบุคคล นักวิชาการบางคน อาจบอกว่า เคซีน เป็นโปรตีนธรรมดา จะถูกย่อยเป็น กรดอะมิโน ไปหมด แท้ที่จริงแล้ว โปรตีน แต่ละแห่ง ใช่จะถูกย่อย และดูดซึม ไปใช้ได้หมด ภาษา โภชนาการ มีคำว่า Net Protein Utilization เนื้อสัตว์มี NPU ๖๗% แปลว่า มีอีก ๒๓% ที่ดูดซึมไม่ได้ นมมี NPU ที่ ๘๒% แปลว่ามี ๑๘% ที่ดูดซึมไม่ได้ จะถูก แบคทีเรีย ย่อยสลาย ทำให้เกิดสาร immune complex ก่อภูมิแพ้ตัวใหม่ ๆ ขึ้น คนที่ท้องผูก อุจจาระที่แข็ง จะครูดผ่าน เยื่อบุลำไส้ ทำให้ สารประกอบโปรตีน เหล่านี้ หลุดเข้าสู่ร่างกาย ก่อให้เกิด ภูมิแพ้ ต่อไป

....."ประเด็นที่ ๓ นม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคกระดูกผุ ประเด็นนี้ เป็นเรื่องแปลกใหม่ ที่ชวนคิด เรามักคิดว่า นมเป็นแหล่งของ แคลเซียม ย่อมจะดี สำหรับป้องกัน โรคกระดูกผุ แต่แท้ที่จริง อาหาร ที่มี แคลเซียม ต่อ ฟอสฟอรัส ในอัตราส่วน ๒ : ๑ หรือมากกว่านั้น จึงจะดี เช่น นมแม่ มี แคลเซียม ต่อ ฟอสฟอรัส ๒.๓๕ : ๑ ถือว่า ดีกับทารก ส่วนนมวัว มี แคลเซียม ต่อ ฟอสฟอรัส ๑.๒๗ : ๑ ฟอสฟอรัสที่สูงเกิน จะกระตุ้นให้ พาราไทรอยด์ หลั่งฮอร์โมน ดึงแคลเซียม จากกระดูก ไปสมดุลกับ ฟอสฟอรัส นี่เป็นข้อคิด จาก นายแพทย์ แฟรงก์ ออสกี หัวหน้าฝ่าย กุมารเวช ศูนย์การแพทย์ อัพเสท มหาวิทยาลัย นิวยอร์ก

....."นอกจากนี้ ภาวะโปรตีนล้นเกิน จะก่อให้เกิด การสูญเสียแคลเซียม ออกทางปัสสาวะ ทุกวันนี้ คนไทย กินเนื้อสัตว์ ซึ่งมี ฟอสฟอรัส สูงกว่า แคลเซียม ๘-๒๐ เท่า การดื่มนม เพิ่มเข้าไปอีก ก็ยิ่ง ซ้ำเติมภาวะ สูญเสียแคลเซียม จากกระดูกได้

....."สี่ประเทศ ที่ดื่มนม มากที่สุดในโลก ได้แก่ สหรัฐฯ สวีเดน ฟินแลนด์ และ สหราชอาณาจักร กลับมีแนวโน้ม โรคกระดูกผุ สูงขึ้นทุกปี ตรงกันข้ามกับ ประเทศที่ดื่มนมน้อย เช่นใน แอฟริกา โรคกระดูกผุ กลับไม่ปรากฏ กรณีศึกษา ผู้หญิงบันดู ในแอฟริกา ซึ่งกินโปรตีน ไม่ถึงครึ่ง ของชาวอเมริกัน ทั้งสูญเสีย แคลเซียม ด้วยการ ให้นมลูก ถึง ๑๐ คน ตลอดชีวิตของเธอ แต่ปรากฏว่า โรคกระดูกผุ กลับพบน้อยมาก

....."ประเด็นต่อมา นม เพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคมะเร็ง งานวิจัย ทางระบาดวิทยา หลายชิ้น ยืนยันเรื่องนี้ เช่น นายแพทย์ไมเคิล ฮินด์ฮีด สถาบันวิจัย โภชนาการ แห่งชาติเดนมาร์ก ในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ ๑ ประเทศเดนมาร์ก ถูกปิดล้อม เขาเสนอให้ รัฐบาลของเขา เปลี่ยนแปลง ระบบ เกษตรกรรม จากเลี้ยงวัว มาปลูกข้าวไรย์ ข้าวสาลี ประชากร ก็ลดการ บริโภคนมลง ปรากฏว่า ช่วงสามปีจาก ค.ศ. ๑๙๑๔-๑๙๑๗ อัตราการเป็น มะเร็ง ของชาวเดนมาร์ก ลดลงถึง ๓๔ % เลยทีเดียว

....."อีกชิ้นหนึ่ง เป็นงานของ ตากาวา เขาศึกษา อาหาร ของคนญี่ปุ่น นับตั้งแต่ แพ้สงครามโลก ครั้งที่ ๒ อเมริกา เข้าไปส่งเสริมชีวิต แบบ ชาวอเมริกัน ด้วยเวลา ๒๕ ปี นับตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๕๐-๑๙๗๕ เขาพบว่า คนญี่ปุ่น ดื่มนมเพิ่มขึ้น ๑๕ เท่า กินเนื้อสัตว์ เพิ่มขึ้น ๗.๕ เท่า ลดการกิน ข้าว ลง ๗๐ % ผลก็คือ ผู้หญิงญี่ปุ่น ป่วยเป็น มะเร็งปอด เต้านม ลำไส้ใหญ่ เพิ่มขึ้นจากเดิม ๓๐๐ % กรณีเช่นนี้ กำลังเกิดขึ้นกับ คนไทยในปัจจุบัน

....."หลังสุด การประชุม ที่จัดโดย กองทุนวิจัย มะเร็งโลก (WCRF) และ สถาบัน มะเร็ง แห่งชาติสหรัฐฯ (AICR) ซึ่งรวบรวม ผลวิจัย นับพันๆ ชิ้น แล้วสรุป เมื่อปี ๑๙๙๗ นี้เองว่า มีปัจจัย เพิ่มความเสี่ยงต่อ มะเร็ง หลายอย่าง รวมทั้งนม และผลิตภัณฑ์นมเนย

....."นักวิชาการบางคน แก้ต่าง ให้แก่นมว่า ที่ฝรั่ง เกิดมะเร็งมาก เพราะเขาดื่มนมมาก ถึงปีละ ๑๕๐ ลิตร/คน/ปี เกินความต้องการของ ร่างกาย แต่คนไทย ยังดื่มนมน้อย พร้อมกันนั้น ก็เสนอว่า เด็กไทย ควรดื่มนม วันละ ๒-๓ แก้ว ผู้สูงอายุ ดื่มวันละ ๑-๒ แก้ว ข้อเสนอนี้ ช่างขัดแย้งในตัวเอง อย่างยากจะเข้าใจยิ่ง ลองคำนวณดูซิครับ ดื่มคนละ ๑๕๐ ลิตร/ปี เฉลี่ยแล้ว เท่ากับ ๔๑๐ ซีซี/วัน หรือ ๑.๖๔ แก้ว เท่านั้นเอง นั่นยังถือว่า ฝรั่ง ดื่มนม เกินความต้องการของ ร่างกาย อยู่แล้ว แต่ นักวิชาการไทยเหล่านี้ กลับยืนยัน ให้คนไทย ดื่มนมวันละ ๒-๓ แก้ว

....."ถามว่า ถ้าคนไทยไม่กินนม จะได้ สารอาหาร จำเป็น จากไหน... ก่อนอื่น ไขมันในนม ไม่พึงพิสมัยอยู่แล้ว มีแต่จะทำให้ ไขมันล้นเกิน

....."โปรตีนในนม แท้จริงนม ๑ แก้ว ให้โปรตีน ๘.๕ กรัม ถ้ากิน น่องไก่ ๑ ชิ้น (๑๐๐ กรัม) จะได้โปรตีน ๒๑ กรัม แค่นี้ ก็เห็นได้ว่า เราไม่จำเป็นต้องพึ่ง โปรตีน จากนม

....."แคลเซียม ในนม แท้จริงนม ๑๐๐ กรัม ให้แคลเซียม ๑๑๘ มิลลิกรัม ส่วนนม ที่ผสม แคลเซียม จะให้ ๑๖๐ มิลลิกรัม ทีนี้ถ้าดู อาหาร พื้นบ้าน ของไทย จะเห็นว่า มีแหล่ง แคลเซียม มากมาย หลักง่ายๆ คือ กุ้งแห้ง ปลากรอบ ปลาเล็กปลาน้อย เป็นแหล่งแคลเซียม มากกว่านม ๑๓-๒๓ เท่า งาดำคั่ว ให้แคลเซียม มากกว่านม ๑๔ เท่า ผักต่างๆ ให้แคลเซียม มากกว่านม ๓-๔ เท่า เต้าหู้ มีแคลเซียม มากกว่านม ๒ เท่า กินเต้าหู้ ๑ ก้อน ให้แคลเซียม เท่ากับ นม ๑ แก้ว

....."ตรงนี้ นักวิชาการบางคน พยายามจะชี้ว่า ถึงผักต่าง ๆ จะมี แคลเซียม มากกว่า แต่สารไฟเตต ในผัก จะกีดกัน การดูดซึมแคลเซียม คนไทย จึงต้องพึ่งพา นม ต่อไป แท้จริง ประเด็นดังกล่าว เป็นความเชื่อ สมัยสงครามโลก ครั้งที่ ๑ และ ๒ แต่ภายหลัง เมื่อปี ๑๙๖๒ องค์การ FAO และ WHO ก็ร่วมกัน ประกาศว่า ในชนชาติที่ กินธัญพืช เป็นประจำ ร่างกาย จะมีเอมไซม์ ไฟเตส ย่อยสลาย ไฟเตต ได้ ร่างกาย จึงสามารถ ดูดซึมแคลเซียมได้ จากพืชผักท้องถิ่น ที่กินกันอยู่

....."ผมคิดว่า นมถั่วเหลือง น่าจะเข้ามา ทดแทนได้ ในแง่ของ แหล่งโปรตีน เพราะนมถั่วเหลือง ๑ แก้ว ให้โปรตีน ๗ กรัม น้อยกว่า นมวัว เพียงเล็กน้อย ถั่วเหลือง มีสาร ไฟโตอิสโตรเจน ช่วยลดอาการ ใกล้หมดประจำเดือน ช่วยป้องกัน มะเร็ง อีกด้วย

....."เมื่อกว่า ๔๐ ปีที่แล้ว นายแพทย์ยงค์ ชุติมา ในนามของ กระทรวงสาธารณสุข เคยรณรงค์ ให้คนไทย ปลูกถั่วเหลือง อย่างแพร่หลาย และให้ ทำนมถั่วเหลือง ดื่มกัน ถือเป็น "meat for the poor" เวลานี้ ประเทศไทยของเรา กำลังวิกฤต พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงส่งเสริม ทิศทาง "เศรษฐกิจพอเพียง" จะดีกว่าหรือไม่ ถ้าเราจะ หันมาหา การปลูกถั่วเหลือง ส่งเสริมคนไทย กินผลิตภัณฑ์ จากถั่วเหลือง เงินตรา ไม่รั่วไหล ออกนอกประเทศ

....."กาลเวลาเปลี่ยนไป ปัญหาเปลี่ยนไป ทั้ง นักวิชาการ และรัฐบาล ควรปรับนโยบาย ให้สอดคล้องกับ สถานการณ์ เพื่อสุขภาพของ ประชาชน และเศรษฐกิจ ของประเทศชาติครับ"
 

Windows Media Player